Satit's profileสถิตย์ ลีลาถาวรชัยPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
สถิตย์ ลีลาถาวรชัยJuly 30 นัทธนัยปริภาษณ์ท่านกรองเม็ดเกล็ดวางพยางค์สาน เป็นหมื่นม่านนางเรียงสู่เวียงสวรรค์ แม้ผากแห้งแสงไร้ในบรรพบรรณ ดั่งพลอยวรรณส่องชาติปราชญ์เปรียญ ในอกมั่นวันทาอักษราสาย จึ่งกรอมกายใฝ่เฝ้าแต่เกลาเขียน โศลกแก้วกาพย์พจน์อันจดเรียน ดั่งดวงเทียนสู่ชั้นสวรรค์ทาง ข้าหอบหายใจเค้นเป็นอักษร แม้สิบร้อนแรมปีรัตตีสาง มิก่นคิดอิดหนาระอาวาง ทั้งสรรพางค์สมสิ้นอภิญญา พลาเวทย์เดชวิทย์ประสิทธิ์ประสาน จากแรงการบ่มยุทธอุตสาหา ขจัดแผ้วโอฆะอวิชชา ในอัตตาหมดรากกากกำเลา ข้ามองท่านดังไรหวี่วันหนอน อันหมกชอนแหล่งโรคโดยโฉดเขลา จะตัดก้อนโรคะโมหะเงา แลฉุดเจ้าจากคูถอสุภทราม แม้ชีวิตกำลังยังห่อนหาย จะมลายแก่งยอกคมขอกหนาม อันกีดกั้นภูมิฟ้าวิชชางาม จากเมืองทรามต่ำชั้นในอันธกาล ข้ามองท่านปราชญ์ปวงอันกลวงเกลี้ยง ดั่งตะเกียงหรี่ลับอับสังขาร แลผุเน่าเปื่อยสิ้นอภิญญาณ โดยสันดานเฉื่อยงั่งอหังการ์ ท่านเป็นแก้วปราชญาวิชชาสนอง ฤาบ่าวรองบาทไพร่อย่างใดหา มิเสกสร้างสิ่งใช้ใส่โลกา จวบชีวาหมดชาติอาตมัน ข้ากรีดเลือดเดือดเต้นบำเพ็ญพล่าน ปลุกบันดาลสิ่งสล้างสว่างสวรรค์ เพื่อปราชญ์ง่อยแลเห็นเป็นฝุ่นควัน เพราะกกกรรณหนวกเนตรบอดกุณี แลอีกพ้องพาลเพศเสลดมนุษย์ อันหยั่งยุดฉุดข้าดังห่าผี สะกดกั้นทางฟ้าสู่ปารมี ดั่งเวรีสัตว์นรกแห่งนรกานต์ ข้าจะแผดพังพานมลาญมล้าง เสนียดก้างพาโลจะโวสาน ชำแหละเชื้อต่ำชั่วแห่งตัวมาร มิเกินนานดอกเจ้าจักอาดูร ข้าจักล้มไพรีโดยวีระ วิฆนะชนพาลจะลาญสูญ ประกอบแก้วอาทิตย์บัณฑิตตระกูล ทวีคูณกลบกั้นบัณฑิตเดน
พุธ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ Minneapolis, Minnesota July 03 กิตติพรรําพัน เมื่อซอสายพิณเพลงบรรเลงโหม
ปลุกประโคมดั่งคลื่นในคืนฉลอง
แม้อยากดิ้นดีดผางอย่างกลกลอง
จะคงครองเก็บก้านอาการวาง
อันเปลือกเนื้อดังพิณระรินแหลม
มีต่ำแต้มวังเวงระเบ็งผาง
ทั้งหยุดใบ้หยอดวรรคขยักกลาง
เป็นสรรพางค์หนึ่งกระพี้ดนตรีละไม
ข้าจักสร้างมายาเป็นพาหิระ
แม้วิญญะคลอนเคลือนละเลือนไถล
ประดิษฐ์เนื้อเปลี่ยนวาดวิลาสวิไล
แม้แกนในเปล่าสิ้นเสถียรญาณ
ข้าหมกซ่อนความกลัวระรัวละล้าว
โดยเปลือกกร้าวโกรธาลีลาหาญ
ประดิษฐ์รูปเดชร้ายดั่งพรายมาร
มาปิดดาลแก่นไส้ระไวระแวง
แม้จิตร้อนเคืองเคียดโดยเดียดฉันท์
จะปลอมปั้นวาจามุทาแถลง
แต่รอยยิ้มปริ่มพักตร์สักจำแลง
ในอกแดงเดือดคลั่งดั่งเพลิงพราย
ศักดายศเกียรติไกรฟุ้งไพศาล
ฤาสิงคารเกลือกกลั้วดั่งตัวหมาย
ข้าเอนรูปจรดหินเม็ดดินทราย
แม้แกนกายใฝ่น้าวเด็ดดาวเดือน
ข้ามีน้ำอารมณ์ระคนหลอน
สลับย้อนวายวนดั่งกลเสมือน
ทั้งขัดแย้งเวียนหวันและฟันเฟือน
ทั้งคลอนเคลือนบิดโล้ดั่งโลกา
ข้ามีหลายอาการอากัปสร้าง
บนขอกคว้างทางทิวแห่งชิวหา
ทั้งโกรธรักเกลียดอ้างต่างนานา
เป็นปุคลาหนึ่งย้อนครรลองอารมณ์
พฤหัสบดี ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒
Minneapolis, Minnesota May 28 แม้ลมแล้งรอนรานจะพาลพัดแม้ลมแล้งรอนรานจะพาลพัด ประหนึ่งซัดพรายเพลิงให้เริงไหว แต่ลมพิษแผดร้อนยังผ่อนภัย ชโลมไล้หมอกฝนบันดลดาล อันลมคำโลมร้ายแห่งชายเขา จงเปรียบเอาดั่งลมอันปนประสาน ด้วยเพลิงพิษฝิ่นฝั้นกัญชามาร มาผาดผลาญผ่านเจ้าให้เมามัว แม่ยืนล้มขมไห้หัวใจสลาย เมื่อยินชายหยอกเจ้าในเงาสลัว แลฉุดร่างนางพรากจากเงาตัว ทลายครัวแตกล่มเป็นผงคลี พื้นเรือนคับอุ่นตาเคยอาศัย ดูเปล่าไร้แล้งร้างอย่างเรือนผี มื้อยามกินห่วงเจ้าจะกินดี ทุกราตรีปาดหน้าน้ำตาตรม เมื่อลมร้อนรอนพิภพจนอบเฉา แลคืนเจ้าสู่เรือนอันเฝื่อนขม บุหรี่ไม้หมากก้านหวานภิรมย์ จุดประนมโบกไหว้พระพายคุณ มกราเวียนวกพฤษกคล้าย พระจันทร์ย้ายถ่ายเทสู่เมถุน สุริยะผ่อนฟ้าแก่วารุณ อาบละมุนหมอกฝนสายชลธาร รัตนะเรืองรองยรรยองใส เพียงสิ่งไร้ชีวาวิญญาสาร มิใฝ่เจ้าดั่งหญิงเพชรดินดาน อลังการเปี่ยมค่าราคาลอย
พุธ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒ Minneapolis, Minnesota February 12 จงเด็ดไม้ดอกดงในพงเขาจงเด็ดไม้ดอกดงในพงเขา
มาเสียบเผ้าผมยามยังงามสลวย
กระแจะร่ำอบย้อมอันหอมระรวย
เอาหยดมวยเกศมุ่นให้กรุ่นละไม
เมื่อนวลน้ำสดยังเกื้อมังสา
จงเก็บซื้อผ่อนผ้าแพรวาไหม
พลอยปัดเทศปีกทับตับกำไล
จงหยิบใช้กรอมกายให้ไหววาว
ข้ามีเพชรพวงทองมากองขาย
แก่นางนายขวบรุ่นดรุณสาว
สบู่ว่านสิ่งไล้ดับไคลคาว
กุหลาบมาวหม่องม่านกลั่นรองริน
ข้ามีชาดดินแดงอันแปลงผิว
ยามผากริ้วรอยเลือดดังเผือดหิน
ตะกั่วแร่เกล็ดระยับประดับประทิน
ให้โสภิณดุจฟ้าพญากลาย
ปรอทแป้งปูนดานละลานสี
คือเปลือกพี้บ่งความอันงามสยาย
เยาวรูปดิบแท้เพียงแกนกาย
อันหอบสายบุพโพโลหิตประคอง
พุธ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
Minneapolis, Minnesota
November 23 ข้าจุดไม้ไฟเผาเป็นเถ้าผง ข้าจุดไม้ไฟเผาเป็นเถ้าผง
ตระเวนดงเสาะหินกรดดินสาร
มาหมกเค้นโขลกคลุกจนสุกบาน
ให้นวลหวานปานสายมณีจันทร์
ข้าขอดเม็ดเกล็ดลิ่มสนิมธาตุ
สกัดชาดยางใยแห่งไพรสัณฑ์
เป็นมูกสีสดแสงแห่งพูกัน
มาเสกปั้นเขียนวาดพระศากยา
ข้าเพียงช่างแปลงธรรมะอักษร
เป็นฉากตอนหลากรูปริ้วเรขา
จำแลงรสสุขีแห่งนีรพา
สู่ผัสสารอยรสอันสดสะคราญ
แม้มือคล้ำเค็มเหล้าโลหิตหนู
วิหคงูไก่กุ้งกบเดียรัจฉาน
มหาชาติแต่หลังยังกังวาน
ดังเหล็กจารจดไว้ในโสตกรรณ
ข้าเพียงช่างปรนเปรอบำเรอสนอง
ปรับจำลองภูมิฟ้าพุทธาสวรรค์
จําแลงรสรมเยศอเนกอนันต์
โดยจิตมั่นไตรรัตน์มิขัดคลาย
นิรยะเวราโมหาหาญ
กิเลสพาลบอดเง่าดั่งเงาฉาย
ศรัทธาแก้วแววเลื่อมมิเสื่อมวาย
จึ่งระบายสายเส้นเป็นสรณัง
อาทิตย์ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
Minneapolis, Minnesota April 08 สุวัณณะลัคนากาละสรี๋สุวัณณะลัคนากาละสรี๋ มโหรีปี่ฆ้องทำนองประสาน
จะโลมร่ายลีลาศนาฏการ แก่พยานผูกด้ายสายวิวาห์
ประทีปร้อยเรืองรายระบายระยับ ดาราวับแวมวาวพราวเวหา
เชิญเสพชิ้นกินลาบอาบสุรา ทัศนาข้าเจ้าเคล้าเพลงพิณ
บ่ดีง้างพางเหล้าให้เมานัก แล้วตัวจักเพลินตาลีลาศิลป์
อันโบกพลิ้วปลิวคว้างอย่างแพรบิน แลผกผินรินไหลอย่างสายชล
แม้หมดเหล้าเมาตึงไปกึ่งไห จะฟ้อนไหมใยวาดผาดเวหน
จนสายเส้นเป็นแท้แก่ตาดล ประหนึ่งมนตร์กลเวทย์วิเศษแปลง
แม้เหล้าลดหมดดีไปสี่หม้อ ประดาพ่อหน่อมิตรคงคิดแผลง
บ่มีใจใฝ่สิ้นศิลป์แสดง บ่มีแรงเสพยลมงคลดาย
แลส่องหาทรวงทรงยามโก่งแง้น กระไอแค่นครางครืนหื่นกระหาย
ปะตะโพกโยกคลึงหนึ่งตาชาย อีกตาปรายบ่าวสาวในเงาเรือน
อังคาร ๘ เมษายน ๒๕๕๑
หนองอ้อ พิษณุโลก January 22 กิตติพรรําพัน จะหอบไม้แบกบานกระดานฝา เอาปิดยาแปะโพรงบนโครงผนัง
แม้โทรมทรุดหลุดล้มถล่มพัง จะหยิบตั้งตอกเลี้ยงให้เรียงคืน
จะขุดล้างรางธารในลานสนาม ให้ไหลหลามหล่อรินทั้งดินผืน
จะปลูกรักปักฝังจนหยั่งยืน ประโลมรื่นเรือนหมันอันโศกลาญ
จะอบหมอนอุ่นผ้าเพลาหนาว มาอุ่นเจ้าภรรดานิทราหวาน
จะเป็นเค้าเงาไม้ใหญ่โอฬาร บริบาลในเดือนร้อนให้ผ่อนเย็น
โศลกแก้วกลการตำนานสวรรค์ ผูกรำพันวิริยะชะตาเข็ญ
แห่งสตรีศรีนาถชาติลำเค็ญ จะบำเพ็ญเพียรท่องทุกคลองกัณฑ์
แลจดจำจรรยามหากุศล แห่งโกมลสีตามารดาขวัญ
มิพรั่นแม้นแดนรากษสราวัณ โดยจิตมั่นปรนนิบัติองค์ภัสดา
แม้อ้ายเบื้อบอดใบ้บรรลัยรูป จะพรมจูบรมเยศสิเหน่หา
แม้จอมมิ่งสิ่งไร้ใกล้มรณา จะบูชาอย่างสาวิตรีพลี
จะถือพี่เหนือตรีมูรติสรวง จะบำบวงบาทล่างอย่างทาสี
จะพลีวัตรสัตยะแห่งพระสตี เพราะใจรักภักดีต่อพี่นา
จึงขืนแข้งแรงหนักเป็นหลักค้ำ ระทมร่ำโลมรักหักโทสา
ประคองรั้งรังเรือนเปื้อนน้ำตา ให้เคหาผุพังยังหยั่งยืน
เสาร์ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๑
หนองอ้อ พิษณุโลก January 16 ธำมรงค์วงรัดกระหวัดนิ้ว ธำมรงค์วงรัดกระหวัดนิ้ว ตะพายริ้วไรทองขีดคล้องขวาง
พะเนินสร้อยพลอยไสวบนไหล่วาง ชโลมร่างเรืองเด่นดั่งเพ็ญจันทร์
มณีแพร้วแววใดในแหล่งโลก อุปโลกน์ลือค่าอาณาสวรรค์
เพียงเศษหินดินด้าวอันวาวมัน ประดับพรรณเผือดรสโลหะเย็น
ในเดือนหนาวเหน็บหน้าบาทาหัตถ์ จินดารัตน์ไป่เฝ้าบรรเทาเข็ญ
ในคืนเหงาเปล่าร้างอย่างใจเป็น มิอาจเล่นหยอกเพลินเพชรเงินงาม
จึงเมินพักตร์หักสิ้นไพลินล้าน สู่แดนหวานวัจนีกวีสนาม
ผูกโศลกลายโคลงทุกโมงยาม ประหนึ่งน้ำโสมะตะกละกิน
จนวงเส้นสายคำอันฉ่ำชื้น ผนวกกลืนกอดใจดั่งใยสิญจน์
ในอกหวังพลังกาพย์อันอาบริน จะพาผินผกหาสัจจาธรรม
ฤาตรวนถ้อยร้อยทรวงเพียงพวงผ้า พันธนาอกเถลิงให้เริงถลำ
ดั่งอนงค์ทรงพัสตร์ระบัดระบำ แลเผลอค้ำคอคางอย่างนางพญา
ฤาบทร่ำทำนองอันกรองถัก เพียงดอกรักปักสายมาลัยบุหงา
ประดิษฐ์ยามหน่ายเหลือเบื่อเวลา จำเริญตาเพียงช่วงก็ร่วงโรย
จันทร์ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑
หนองอ้อ พิษณุโลก December 25 ประกายโสมส่องฟ้าพนาสณฑ์
ประกายโสมส่องฟ้าพนาสณฑ์ สงบพ้นดวงดาวพราวสวรรค์ อันใดเย็นหยาดเยียบเปรียบวงจันทร์ อันใดพรรณผ่องพร่างอย่างเดือนมี
เล้าเส็ดไค้ไหลครบจบนักขัตต์ ประนมหัตถ์วันทามังคลาดิถี เจ้าหลานหล้าอายุลุกี่ปี จึ่งอินทรีย์ใหญ่สูงดั่งยูงผญา ทำนองซอยอโฉมประโลมร่าย จากคนชายสู่สร้อยเสน่หา คงยินหลายหน่ายแล้วสิแก้วตา มีหนุ่มหาพาทีกี่ตัวนาย เจ้าลองมองกรองจันทร์สวรรค์แพร้ว สว่างแผ้วสุทธิ์สีระวีสยาย สะอาดเย็นหยดค้างไป่วางวาย ทุกแหล่งรายพรายหนคนบูชา แม้นเจ้าใคร่ใฝ่ฟ้าจันทราสรวง จงห่มหวงห่วงชิดปิดมังสา แลเอ่ยแก้วแววหูยามฟู่จา กิริยาเก็บซ่อนให้งอนงาม จงอย่ามักรักบ่าวจะผ่าวเหม็น อย่าลวงเล่นหล่ายชู้ให้วู่หวาม จงเสาะหมายชายดีอย่างศรีราม แลติดตามต่างทาสยามแต่งกิน แลชาวแคว้นแดนพรหมจะชมเจ้า เป็นเกศเกล้าเกียรติจันทร์สุวรรณสิน สว่างเหนือคนใดในแดนดิน ทุกคำหมิ่นหมองหมางจะจางจน
แต่จันทร์ฟ้าชาเย็นดูเข่นเศร้า หงกเงนเหงาเปล่าร้างกลางเวหน อยู่เดียวคล้อยลอยคว้างจากทางคน แลตรอมทนตนดายในแอ่งอันธ์ เจ้ามีเนื้อเจือโลหิตเวียนไหล มีแก่นใจเก็จก้านวิญญาณขวัญ เจ้าอยากยืนเหยียบสรวงอย่างดวงจันทร์ ฤาปล่อยผันวันวางอย่างเสรี
อาทิตย์ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ หนองอ้อ พิษณุโลก November 14 แพรสยายพรายพลิ้วปลิวสะบัด แพรสยายพรายพลิ้วปลิวสะบัด มาลัยมัดปัดเยื้อนในเรือนสาว
มงคลสายสอดเลี้ยงระเบียงราว ประดับน้าวบ่าวชู้มาอยู่กิน
โอ้นางแก้วแก่นตามาลาขวัญ นางสวรรค์เกศฟ้าดาราถวิล
อันการทึ้งดึงเจ้าลงเคล้าดิน บ่คิดหมิ่นเด็ดเชยแลเลยลา
ทุกพิณซอยอเอี้ยวอันเทียวร่ำ ทุกความคำหยอกหูยามสู่หา
ล้วนคำซื่อถือรัดในสัจจา เทพดาผีเย็นเป็นพยาน
มังสาแก้วแววงามที่ลามล่วง คือทองยวงพวงค่ามหาศาล
สัมผัสไล้ใส่คล้องด้วยปองปราน บ่คิดทานหว่านทิ้งแต่ริมทาง
บ่เลยงายอ้ายแพงจะแต่งขัน บุหรี่พันหมากไม้จะใส่ผาง
ไปไหว้สาผีย่าแต่พ่างนาง แลอยู่ค้างเคียงกันดั่งสัญญา
โอ้มารดาลาแล้วอาลัยล้ำ พระพุทธธรรมบุญสงฆ์จงรักษา
ให้อยู่พ้นภัยโศกทุกข์โรคา เพทนาผีร้ายอย่าวายเวียน
บิดาเอยบุญใดมีในข้า จะบูชาอุทิศสถิตเสถียร
ทุกพรรษามนตร์สวดอันบวชเรียน จงปกเศียรพ่อยาอย่าคลาคลาย
อังคาร ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก องค์อัมรินทร์ ทุรชนมลทินราคินต่ำ กิเลสกรรมโลนหยาบยังอาบหลอน
การอินทร์เทพเทวราชประสาทพร ดั่งเดือนรอนลงประทับประดับใจ
อัมรินทร์อินทราเทวนาถ มณีธาตุทูนพานคนคลานไหว้
พระเป็นแก้วเกศฟ้าสุราลัย ยังห่วงใยคนบาปสาบโลกีย์
วิจิตรย้อยไพชยนต์บนอากาศ ดารดาษพลอยพัชร์รัศมี
อัปสราโลมร่ายถวายพลี ทิพย์ดนตรีโคมรับขับบูชา
โอ้อินทร์ผาเทวามหาเจ้า แต่ดินด้าวแดนมนุษย์สุดเวหา
พระทรงฤทธิ์สิทธิ์ขามตามอัตตา บ่เลือนไร้กรุณาโอบอารี
โอ้อินทร์ฟ้าอินทรามหาชาติ งามวิลาสเรืองไรอำไพฉวี
แต่ไตรภพตรลบหล้าปฐพี เทพเทวีใดงามเทียบงามเปรียบปาน
ประกายพระนารินทร์ประทินไข้ ขจัดไล่อาธรรม์อันหักหาญ
ธ เลอรูปเลอล้ำธรรมญาณ ประสิทธิทานโปรยปกพสกประชา
พจีเพชรจินดาวรรณารัตน์ รวีวัจน์เรืองไรในแหล่งหล้า
ผูกพะนอยอเฝ้าเจ้าอินทรา บ่เทียมค่าองค์งามแต่ตามจริง
อันกาพย์แก้วกลอนกลสุคนธ์ร่าย มิอาจฉายเกียรติศรีบดีมิ่ง
วจีรสสดหวานหว่านประวิง จนหมดสิ้นมหรรณพมิจบคุณ
จึงจดเรียงเพียงเพลงบรรเลงประกาศ พระฤทธิ์ราชเทวัญอันส่งหนุน
ทุกคนผู้หมู่เชื้อเครือสกุล พระการุณย์เจ้าองค์จงลือชา
ส่วนกายนี้พลีปลงธำรงวัตร ประคองสัตย์คงขลังดังแผ่นผา
จวบมลายใจมัดในสัจจา ปฏิญญาสาวกแต่องค์อินทร์
อาทิตย์ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก
September 28 หนื่นคําหวานโอฬารสวรรค์หมื่นคำหวานโอฬารสวรรค์ หยิบโหมโลมจันทร์อายหล่นหม่นดิน
ฝุ่นทรายจับคว้าสู่ฟ้าโบกบิน ย้อมหลอกพระอินทร์สิ้นนี้ดารา
สรบศาสตร์อันสูงแปลงปรุงภาษา จีบสานมารยาปนกาพย์อาบพรม
ถ้อยทองระยับแวววับเหลี่ยมคม แพร้วเพริศภิรมย์ปักหูตรึงใจ
กี่วันพรรษาเลยลาจากไหล กี่พับลานใบเพียรอ่านหว่านยล
ท่องทนอดสูบ่รู้กี่มนตร์ เลี้ยงร่างหลอมกลหล่อลึกวิญญาณ
เล่ห์ลายพรายริ้วปลิวตามคำขาน สร้างสรวงสราญบังบดโศกทราม
เปลี่ยนคนเป็นมิตรผูกชิดติดตาม ฟ้าเกล็ดเพชรงามต่างคล้อยลอยลง
ถ้อยทองกรองหวานงามปานคำสงฆ์ ทั่วแคว้นแดนดงยินหลาบกราบวาง
แก้วคำฉวีฉาบสีแต่งพราง ซุกซ่อนสำอางจิตร้ายราคี
โอ้ใจเวียนหวันตามวันดิถี ผ่านร้อนโลกีย์เชิงปราชญ์ศาสตรา
อกเคยไสวอ่อนใสสุทธา รู้เวทย์วัจจาหลอกล้อมกรอมกาย
อ่อนเอยยามรักดวงพักตร์เด่นฉาย บ่เขียมเดียมอายโปรยเปล่งเบ่งความ
เกลียดชังกังขาตีท้าเหยียบหยาม ใสหยดงดงามใหญ่แล้วเจียมตน
อยากกินหยิบยื้อมือลาญความค้น โศกร้อนผจญดิ้นดีดหวีดวาย
โกรธใครใดคว้าอาวุธฉุดกาย แสนสุดเสียดายหมดแล้ววานวัน
ศุกร์ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก August 23 องค์อัมรินทราชาธิราช ดูกสองขายังยืนหยั่งดิน บาปผลมลทินเวียนกลบกล่อมกาย
อยู่รอโนมเนื้อเสื่อมสูญสลาย ทุกถ้วนหญิงชายหมดเหมือนดังเรา
ข้าเป็นคนน้อยลำเค็ญขุกเขลา แหวกไหวในเงากรรมสาปบาปบุญ
อิ่มใจนักล้ำอินทร์ค้ำส่งหนุน พระเวทย์พระคุณเทพผานารินทร์
สุเมรุเมืองฟ้าวรรณาสิ่งสิน ต่างล้วนโลมจินต์งามหยดหยาดตา
แก้วพิณเพลงเสียงรินเลี้ยงอุรา แพร้วพร่างโสภาอัปสรกรกราย
มณีหมื่นล้านคนคลานถวาย สร้อยของทองพรายกองกลาดดาดดาร
แต่องค์อินทร์ไท้บ่ไร้สงสาร ทิ้งเทพพิมานห่มพื้นแดนคน
อยู่คอยเคียงขวัญในยามขัดสน ประสานดาลดลพรกอบปลอบพรม
โศกภัยใดขวางอินทร์ล้างจนสม น้อมหน้าพนมไหว้สามาลัย
อ่าองค์อินทร์ฟ้าองค์งามไสว เลิศเหนือองค์ใดในโลกแหล่งสาม
ร่างกายมนุษย์โทรมทรุดเสื่อมทราม ท้าวเพศพิรามเอื้อเฟื้ออารี
ดอกดวงพวงไม้อันงามสดสี ต่างเพชรพรรณีเรืองขับจับวาว
ธูปควันอันหอมเทียนล้อมส่องพราว แม้นอ่อนลับราวถ่านเชื้อตรอมเพลิง
เครื่องภัณฑ์เพียงน้อยจึงโคมเถลิง เกียรติท้าวบันเทิงกลอนกล่าวป่าวลอย
ทั่วแดนดินน้ำนาผืนถิ่นดอย รู้ถ้วน ธ รอยรูปขามนามองค์
ให้โลกเสพสรวลอวลใจไหลหลง เกียรติไท้ธำรงเกรงหวาดอาชญา
เจ้าจอมบพิตรลือฤทธิสิทธา ซ้ำกรุณาสัตว์สานาคร
ส่วนใจข้าขอคงดังสิงขร มั่นถาบวรกำกลัดศรัทธา
มอบตัวถวายในวัตรสัตยา ท้าวเทพทิพพาสาวกองค์อินทร์
จันทร์ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก June 29 กลกวีวิจิตรล้ำนำเสกสร้าง กลกวีวิจิตรล้ำนําเสกสร้าง บรรเลงพร่างชาดกโคลงโศลกสวรรค์
ฉาบชีวิตฉายภาพเป็นกาพย์กัณฑ์ ชโลมฝันพสกผู้ใฝ่บุญญา
ธรรมตํานานสะท้านทกในอกดิ้น กระหวัดศิลป์เรืองโรจน์บนโบสถ์ฝา
แต่ประสูติจอมราชศาสดา จวบนิพพาเสวยด้าวดาวดึงส์
อันเรือนไพร่ไผ่ฟางเอากางก่อ จักโทรมซ่อสาบร้ายไป่แลถึง
จีวรสงฆ์รงค์ไสวยังใฝ่ตรึง เพียงเสพย์ซึ้งสุขล้นกุศลทาน
จินดาเพชรเกล็ดแก้วอันแววใส ในหีบไหทองแพงนําแบ่งหาญ
คูหาคับอับจนจึ่งบนบาน ศฤงคารสิ่งถวายอย่าวายมนตร์
พลอยระยับประดับดลบนเกศธาตุ มณีชาติเจียดปลงจงดาลผล
ทอประกายพรายเรื่อสู่เมืองบน เพียงอยากยลพุทธบาทเมื่อขาดใจ
พุธ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก June 01 เวียงพิงค์เย็นอย่างห้วงเมฆา เวียงพิงค์เย็นอย่างห้วง เมฆา
พรายหมอกพลิ้วพราวตา ปกแคว้น
เย็นเพียงสี่จันทรา เต็มแก่น
กลางศกเอือมอบแม้น แหล่งร้อนลมกรุง
เวียงชัยเชียงใหม่แก้ว กลืนผสาน เพลงซอ
ดอยป่าพฤกษาธาร โอบเอื้อ
ดงดินดิบกันดาร มีทั่ว โลกา
รายแหล่งโลนหมกเชื้อ อยู่เคล้านาคร
มนตร์เมืองเชียงใหม่ล้วน แปลงปรุง
ซึงดีดเร้าบำรุง เสกเค้น
คนเยือนหยุดยืนมุง คูเน่า เนืองกาฬ
พิณกล่อมเพลงกลบเร้น เปลี่ยนน้ำครามไสว
ราวรถเคยเกี่ยวห้อย กลางฝน
ยามสั่นหนาวนอนทน หนีบเส้น
ใจพันผูกพิงค์หน เกินภาพ มายา
กินถีบร้องดีดเต้น อยู่ใต้เงาเวียง
พฤหัสบดี ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
หางดง เชียงใหม่
May 25 บังอรอิงแอบด้าวแดนดง
บังอรอิงแอบด้าว แดนดง
ใฝฝุ่นฝ้าดินผง ผาดแก้ม
แหวนสร้อยปัดแปลงองค์ ชาดเกลี่ย กลึงปราง
มวลสดสีฉาบแต้ม ส่องใกล้มลทิน
สตรีมีรูปร้าย โลนตา
พลอยเม็ดเกล็ดจินดา โปะห้อย
ปวงแป้งเปี่ยมราคา ชโลมอาบ
คนเหน็บนินทาถ้อย ไป่รู้แลเฉลียว
นางงามยามตกเรื้อน ตรอมตรม
ผิวด่างด้านระบม กดกลั้น
มาลีเสียบแซมผม แพรแต่ง อำพราง
เป็นเกียรติคืนสู่หมั้น แด่น้องคลานตาม
พฤหัสบดี ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก
May 10 ดวงใจมีถ่านก้อนแซมสุม ดวงใจมีถ่านก้อน แซมสุม
อากาศไร้ลมคลุม อ่อนเชื้อ
เพียงลมผ่านเพลิงรุม ดินเดือด แดงดาล
ทรวงผ่อนพายโหมเกื้อ เจ็บร้อนเปปน
ใจคนยามกรุ่นด้วย เชิงหาญ
ตาเบิ่งฉายวิญญาณ โกรธกร้าว
มือกำหมัดเตรียมลาญ รอนพุ่ง
ดึงแอ่นทรวงอกน้าว แอบเวิ้งใจกลัว
ใจคนมีหลากร้าย อิจฉา
ไหลเปลี่ยนหมุนเวียนลา จิตใต้
อารมณ์หลากบังบา -ดาลล่าง
อันแก่นเพียงหวาดไร้ ขาดสิ้นชนชม
ใจเอยเป็นแต่ก้อน อินทรีย์
ลึกแค่ดัชนี กอบหุ้ม
กาลใดใฝ่กาลี ชังเคียด เคืองพาล
ในบิดเลี้ยวเกลียวกลุ้ม กลบห้องมังสา
พฤหัสบดี ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก
May 09 มาลัยเพียรใส่คล้องคอสมร มาลัยเพียรใส่คล้อง คอสมร
ทองหมั่นซื้อพันกร ผูกก้อย
แพรวาตัดอาภรณ์ รายล่าม กายนาง
เพียงช่วงกาลผ่านคล้อย ไป่แคล้วใจหญิง
ตะวันลอยส่องฟ้า รอศรี
เปรยพร่ำพจน์พาที หยอกหน้า
ชมเรือนร่างนารี ยามบ่าย
ยออกในเนื้อผ้า ค่ำแล้วนางคอย
นมเนยนำหล่อเลี้ยง กานดา
นางจักเพี้ยงอุมา แต่งอ้าง
อรเป็นเช่นตุรกา ยามเคียด
ดีชั่วล้วนสรบสร้าง ดั่งผู้เดินดิน
พุธ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก
May 03 ระบําหลวงสืบเค้าวนสอน ระบำหลวงสืบเค้า วนสอน
คนหมิ่นเย้ยเปรยรอน ห่อนได้
เอียงคอย่อกรายกร มีมาตร ตราวาง
ใครอาจแปลงเปลี่ยนให้ บ่แคล้วกรรมหลอน
นางรำเรียนจับฟ้อน นานมา
ครูสั่งสรรบัญชา เบื่อเศร้า
ลองทำท่วงลีลา ปรุงใหม่
คนสบล้วนเหยียดเย้า แปลกแท้แอ่เอ๋ย
นางเฒ่าเกลาจีบหน้า บาราย
เป็นวัตรเวียนถวาย เทพน้อม
อันชนผ่านเพียงปราย มองครู่ เดินลา
ใจแม่มีสัตย์ย้อม อยู่เต้นโดยเดียว
พฤหัสบดี ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก
May 02 นวลสาวพราวดั่งรุ้งไรมณี นวลสาวพราวดั่งรุ้ง ไรมณี
เริงล่อล้อระวี ส่องเต้น
พราวพรรณเพชรแลมี ชีพฉาบ
แสงพร่างยามจับเค้น จิตไร้ราวผิว
นางงามงามหยาดฟ้า ยอกาย
ยืนเด่นเป็นสิ่งหมาย สบจ้อง
คนเยาว์เฒ่าหญิงชาย ชมรูป
อันอกสาวส่ำร้อง อยากเนื้อยากิน
เทวีมีหัตถ์น้อย คอยสาง
พิณดีดล้อคลอพลาง ขยับร้อง
อรชรอ่อนกายวาง ลงราบ
โลมดุริยางค์ซ้อง เกียรติท้าวทราชันย์
ยามเทวีใคร่ล้าง ราชา
มือบ่อาจกุมศาสตรา เข่นเจ้า
โนมนิ้วกรีดโรยยา ลงเครื่อง
โคมขับลำนำเฝ้า ราชลิ้มชิมสาร
เสาร์ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก
May 01 วิญญาณกําหนัดเข้าสู่สิง วิญญาณกำหนัดเข้า สู่สิง
องค์พรตหมดแรงอิง เอื่อยสร้อย
วายวนวุ่นระวิง ในสั่น
ธรรมกดกายอยากคล้อย จักสู้ฤาสนอง
โยมใดเพียรใฝ่ฟ้า เกียรติฝัน
เชิญเวทย์กิเลสผัน จิตกร้าว
ปีเดือนเลื่อนเป็นกัลป์ ยังไป่ ศฤงคาร
แรงร่วงทรวงป่นร้าว บ่ายหน้าชาเย็น
กวีกรานกราบน้อม บูชา
จอมราชศาสดา หมดเกล้า
ลำนำเทศน์ธรรมา วนโสต
เวียนเร่งเพลงขับเร้า หัตถ์ร้อยโคลงถวาย
อาทิตย์ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก
ปีกลายปรายผ่านเข้ามกรา ปีกลายปรายผ่านเข้า มกรา
หนาวสร่างท้ายกุมภา ต่อร้อน
ลมมีนเมษเมษา แล้งผ่าว
ปีล่วงกาลไป่ย้อน หมดร้างอาลัย
เวลาเลยผ่านแล้ว ลอยไกล
ชีวิตเคยสุทธิใส เปลี่ยนสิ้น
กลพิษอิจฉาไฟ โลภหล่อ วิญญา
ใจปวดร้าวด่าวดิ้น อยากแก้วสรรเสริญ
ราวเดือนพฤษกใกล้ กลางปี
พันธุ์พฤกษามาลี เหี่ยวด้าน
ดวงใจใฝ่โลกีย์ ยังอยาก
กายผ่อนวางเกียจคร้าน หลบพื้นแดนเพลง
อังคาร ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
หนองอ้อ พิษณุโลก |
|
||||
|
|